Banner Placeholder
Banner 1
Banner 2
Banner 3
Banner 4

ภูทอก สวรรค์บนดิน หนึ่งมุม Unseen แห่งบึงกาฬ

ภูทอก สวรรค์บนดิน หนึ่งมุม Unseen แห่งบึงกาฬ


 

เอาน่า ไปเหอะ เดินไปแบบกล้าๆ กลัวๆ หวาดเสียวนิดๆ ขาสั่นหน่อยๆ เดี๋ยวเดียวก็ถึง..นี่คือคำชวนที่เพื่อนเราพูดถึงสรรพคุณของภูทอกให้เราฟัง ถ้าเป็นคุณ ยังจะกล้าตามเพื่อนคนนี้ไปไหมคะ?

สำหรับคนกลัวความสูงอย่างเรา เป็นไปได้มากว่าจะตอบทันทีเลยว่าไม่ เพราะใครจะอยากไปทรมานสังขาร ทำในสิ่งที่เรากลัวสุดๆขนาดนั้น แต่สุดท้ายแล้ว ก็ไม่รู้ว่าเพื่อนคนนั้นร่ายมนต์อะไรใส่ เราถึงใช้เวลาคิดไม่นาน และตอบตกลงทันที ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่า ภูทอกนั้นอยู่จังหวัดอะไร เดินทางไปยังไง หรือแม้แต่ว่า ภูทอกมีความสำคัญอย่างไร เราถึงต้องไปพิสูจน์ความกล้า ท้าความกลัวขนาดนั้น

จนเมื่อการเดินทางเริ่มขึ้น ระหว่างนั่งรถเราจึงรู้มาจากเพื่อนว่า ภูทอก ในภาษาอีสาน แปลว่า ภูเขาที่โดดเดี่ยว ตั้งอยู่ใน อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ ภูทอกนั้นจะมี 2 ลูกคือภูทอกน้อยกับภูทอกใหญ่ ส่วนของภูทอกใหญ่ยังไม่เปิดให้ประชาชนเข้าไป ส่วนภูทอกน้อยเป็นที่ตั้งของวัดภูทอกหรือ วัดเจติยาคีรีวิหาร ซึ่งเป็นจุดหมายของเรา เป็นสถานที่ที่มีความสงบ ร่มรื่น โอบล้อมด้วยธรรมชาติ แฝงด้วยเสน่ห์แห่งธรรม ที่นี่จึงเป็นอีกสถานที่ที่ผู้คนนิยมไปปฏิบัติธรรม หรือใช้เป็นมุมยึดเหนี่ยวทางใจเพื่อให้เกิดความสงบ


เราใช้เวลาเดินทางนานพอสมควร กว่าจะถึงวัด สัมผัสแรกที่รับรู้ได้เลยคือความเงียบสงบสมค่ำร่ำลือ ยิ่งตอนที่เราไปคนยิ่งน้อย ยิ่งเสริมให้ที่นี่มีทั้งความขลังและสเน่ห์ดึงดูดให้อยากไปสัมผัสใกล้ๆ 

แต่เมื่อเห็นทางเดินแบบ 360 องศารอบภูทอก อยู่ตรงหน้าแล้ว ขาทั้งสองข้างก็ตอบรับความสูงนั้นทันทีด้วยอาการสั่นที่จับจังหวะไม่ได้ เพื่อนเลยช่วยกระตุ้นเราอีกนิด “เอาไงล่ะแก มาถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าไม่แน่จริง ก็รอข้างล่างเลย แต่บรรยากาศมันอาจจะดูเงียบๆหน่อยนะ แกกลัวความเงียบไม่ใช่เหรอ” สรุปคือ เพื่อนคนนี้รู้จุดอ่อนเราหมด สุดท้ายเลยต้องไปต่อ


ทางขึ้นภูทอกมีทั้งหมด 7 ชั้นค่ะ ในช่วง 2 ชั้นแรกนั้น เสียงของธรรมชาติพาเราเดินกินลมชมวิวมาได้อย่างรวดเร็ว พอมาถึงชั้นที่ 3 จะเริ่มเดินลำบากหน่อย มีทางแยกให้เลือกไปสองทาง เราจำไม่ได้ว่าเลือกไปทางไหน เพราะเพื่อนพาไปค่ะ


ระหว่างทางมีบ้างที่ลำบากหน่อย อาจต้องปีนป่ายบางช่วง และตอนนั้นเองที่เพื่อนเราขู่มาว่า ถ้าใครโชคดีอาจได้เจองู สัตว์พื้นที่ของภูทอกนี้ พูดถึงงูเท่านั้นแหละค่ะ ขนเราลุกขึ้นมาเลย คิดอยู่ว่าใครจะอยากโชคดีขนาดนั้น เพราะงูเป็นสัตว์ที่เรากลัวมาก กลัวแบบไม่รู้จะกลัวอะไรไปมากกว่านี้แล้ว เลยพาลโมโหตัวเองว่าทำไมไม่พกมะนาวมา (เคยได้ยินคำแม่บอกตั้งแต่เด็กว่าเข้าป่า ขึ้นเขา ให้พกมะนาวไว้ ตอนนั้นที่ได้ฟังแม่บอกด้วยความเป็นเด็กมากเลยไม่ได้ถามเหตุผล เขาบอกให้พกก็พกโลด เพื่อความอุ่นใจ และทำมาจนกระทั่งโตก็ยังไม่ทราบเหมือนกันว่ามันกันได้จริงหรือเปล่า แต่มันช่วยให้อุ่นใจขึ้นเยอะเลย) 

รอบนี้เจอทั้งเส้นทางเสี่ยงๆ กับเจ้าถิ่นอย่างงูที่ไม่รู้จะโผล่มาเมื่อไร ความมั่นใจเริ่มถดถอย ความอุ่นใจไม่มี ความหวาดระแวงเริ่มมา ความหวาดเสียวยิ่งมากขึ้นทวีคูณเมื่อคิดถึงทางขึ้น หลากความรู้สึกด้านลบถาโถมเข้ามาจนเราหน้าซีด มือไว้เย็น ขานี่แทบก้าวไม่ออก ได้แต่เกาะแขนเพื่อนไปตลอดทาง 


เส้นทางเดินที่เริ่มสูงขึ้นจะเป็นทางเดินไม้ รอบภู บางช่วงอาจจะน่ากลัวนิดหน่อย บางช่วงมีบันไดค่อนข้างสูงชัน บางช่วงอาจต้องมุดลอดผ่านแนวหิน และบางช่วงก็มีสะพานไม้พาดขนานกับแนวภูเขาที่ข้างหนึ่งเป็นผาหิน ข้างหนึ่งเป็นหุบเหวดูเวิ้งว้าง วิธีเดียวที่ทำให้เราเดินผ่านแต่ละจุดไปได้คือตั้งสติและค่อยๆทำใจสั่งขาให้ค่อยๆก้าวออกไป 


สิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวเราตอนนั้นเลยคือ รู้สึกนับถือคนสร้างเส้นทางนี้ และทึ่งในแนวคิดที่แฝงอยู่ ซึ่งว่ากันว่าใช้เวลาสร้างถึง 5 ปี กว่าจะแล้วเสร็จ และเส้นทางที่ค่อยๆไต่ระดับความสูง ผสมความหวาดเสียวนี้ ถือเป็นเครื่องทดสอบจิตใจคนเราได้ดีนัก 


ระหว่างทางเดินจะมีกุฏิพระและที่พักของแม่ชี ซึ่งควรใช้ความเงียบสงบ สำรวมระหว่างผ่าน บางจังหวะเดินผ่านทางโล่งๆ เห็นฟ้าใสๆ ก็อดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่าเราโชคดีที่มาในวันฟ้าเปิด มีลมพัดผ่านตลอดเลยทำให้ถ่ายรูปเพลิน ช่วยลดความเครียดระหว่างเดินได้เยอะเลย


ยิ่งเดินขึ้นสูง ยิ่งเห็นมุมมองของธรรมชาติเบื้องหน้ากว้างขึ้น ซึ่งเต็มไปด้วยความเขียวขจี และช่วยให้คนที่อยู่บนที่สูงอย่างเราตอนนั้นรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลายมาก แม้ความเขียวขจีที่เห็นนั้นจะเป็นความเขียวจากต้นยางพาราที่ชาวบ้านปลูกไว้ก็ตาม แต่ยามเมื่อสีเขียวนั้นตัดกับสีท้องฟ้า ก็ทำให้รู้สึกสดใส และเป็นที่พักสายตาได้ดีเยี่ยม


ที่เป็นไฮไลต์สำหรับเราเลยคือ ช่วงระหว่างชั้นที่ 5 จะมีสะพานหินธรรมชาติที่ทอดยาวสู่พระวิหาร อันเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ระหว่างสะพานหินกับวิหารนั้นเดิมทีแยกตัวออกจากกัน แต่ปัจจุบันมีสะพานไม้เชื่อมต่อแล้ว ส่วนตัววิหารเองมีความอัศจรรย์ตรงที่เป็นก้อนหินแยกตัวออกมาจากหินก้อนใหญ่ที่เป็นฐาน แต่ยังสามารถตั้งอยู่ได้อย่างแนบแน่นและไม่ตกลงมา คล้ายๆ กับพระธาตุอินทร์แขวนที่พม่า ซึ่งมีความโดดเด่นสวยงามมาก


หากมองไปอีกด้านจะเห็นภูทอกใหญ่ ซึ่งหลายคนวาดฝันไว้ว่าจะต้องไปพิชิตให้ได้ แต่สำหรับเราแค่ได้ก้าวเท้ามาทีละคืบสองคืบบนภูทอกน้อย และกินความสูงได้ขนาดนี้ก็ถือว่าพอใจแล้วล่ะค่ะ

เราเดินขึ้นมาจนถึงชั้น 6 จุดชมวิวที่สวยงาม เหลือบมองไปเห็นเบื้องล่างแล้วอดขาสั่นไม่ได้ แต่ก็อดทึ่งในความกล้าๆกลัวๆของใจตัวเอง ที่อุตส่าห์บังคับขาทั้งสองข้างให้พาเรามาถึงจุดหมายที่สวยงามได้ขนาดนี้ เห็นแล้วแทบจะร้องตะโกนดังๆ ฟังเสียงสะท้อนกลับมา แต่ด้วยเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ จึงต้องสำรวมเข้าไว้ ส่วนอีกหนึ่งใจก็ตะลึงในความงามแบบธรรมชาติ ชนิดที่ไม่ต้องมีพิธีรีตองในการแต่งแต้มอะไรมาก แต่ความสวยงามก็ยังมีให้เห็นอยู่ทุกที่


สำหรับผู้ที่อยากไปพิสูจน์ความกล้า หรือลิ้มรสสัจธรรม สัมผัสความเงียบสงบ ท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่น ไร้ซึ่งการปรุงแต่ง หากแต่มีเส้นทางของสะพานไม้เล็กๆเป็นเครื่องพิสูจน์ความมุ่งมั่น ลองไปดูนะคะ ที่ภูทอก บ้านคำแคน ต.นาแสง อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ททท.สำนักงานอุดรธานี ซึ่งดูแลพื้นที่ท่องเที่ยวในส่วนของจังหวัดอุดรธานี หนองคาย และบึงกาฬ โทร 0 4232 5406-7
 






Information

OPEN

- ไม่พบข้อมูล

TEL

ททท.สำนักงานอุดรธานี 0 4232 5406-7

PRICE

- ไม่พบข้อมูล

ADDRESS

บ้านคำแคนพัฒนา หมู่ที่ 6 นาแสง ศรีวิไล บึงกาฬ 38220 ไทย

FACILITIES

- ไม่พบข้อมูล

CONTACT

- ไม่พบข้อมูล

SHARE

share

#hashtag

RELATED