จริงหรือไม่! ก๋วยเตี๋ยวมีมาหลายพันปีแล้ว
กลางวันนี้กินอะไรดี?
คือบทสนทนาคลาสสิคที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน และในยามที่คิดอะไรไม่ออก หลายครั้งก๋วยเตี๋ยวคือทางออกที่ไม่เคยทำให้ผิดหวังเพราะ อร่อย สะดวก ราคาไม่แพงและมีตัวเลือกเยอะ แต่เคยสงสัยไหมว่า “เรากินก๋วยเตี๋ยวกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
โดยมีหลายตำนานและหลายทฤษฎีเกี่ยวกับต้นกำเนิดของอาหารเมนูนี้..
ทฤษฎีก๋วยเตี๋ยว 0 1 : ก๋วยเตี๋ยวเกิดมาบนโลกกว่า 2,000 ปี
สำหรับจุดกำเนิดของ "ก๋วยเตี๋ยว" (Noodles) นั้น คงเดาได้ไม่ยาก ว่ามาจากประเทศจีน แต่คุณรู้หรือไม่ว่า หากตามรอยเส้นก๋วยเตี๋ยวแล้วจริงๆ อาหารชนิดนี้มีความยาวนานมากว่า 2000 ปีแล้ว และการเดินทางของ "ก๋วยเตี๋ยว" เริ่มแพร่กระจายมาถึงเอเชียใต้ ประมาณ 1500 ปีที่ผ่านมา
จากหลักฐานในหนังสือ อิลมีลีโอเน (Il Milione) หรือ บันทึกการเดินทางของมาโค โปโล ได้กล่าวถึง “เส้นบะหมี่” ในช่วงที่เขาเดินทางไปจีนตามเส้นทางสายไหม สมัยกุบไรข่าน หรือราวๆปี 1274ถึงปี 1295 นั่นเอง
จากในบันทึกนั้น มาโค โปโล กล่าวถึงกองเรือสินค้าที่มากมายของจีน และสิ่งมีค่ามหาสานสองสิ่งคือดินปืนและบะหมี่ จึงเป็นเหตุให้แนวความคิดของคนในโลกเข้าใจถึงกำเนิดและที่มาของเส้นบะหมี่รวมไปถึงเส้นสปาเก็ตตี้ว่าเกิดมาได้อย่างไรอีกด้วย
แสดงให้เห็นถึงอารยธรรมในเรื่องของภูมิปัญญาและการกินของคนจีนในสมัยนั้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากคนจีนนั้นต้องทำงานอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นการแบกขนหรือการสู้รบก็ตาม ดินปืนและบะหมี่จึงกลายเป็นแหล่งพลังงานอันมหาศาลของชาวแผ่นดินใหญ่เลยทีเดียว
ทฤษฎีก๋วยเตี๋ยว 0 2 : บะหมี่เป็นอาหารที่มีมานานไม่ต่ำกว่า 4,000 ปี
ในปี 2002 มีการขุดค้นพบชามบะหมี่ที่คาดว่าจะมีอายุเก่าแก่ถึง 4,000 ปี ในมณฑลชิงไห่ของจีน.ชามบะหมี่และสิ่งที่เหลืออยู่ในชามถูกฝังอยู่ใต้ชั้นดินตะกอนลึก 3 เมตรที่แหล่งโบราณคดีหล่าเจีย ซึ่งเป็นจุดที่เคยเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อราว 4,000 ปีก่อน.ก่อนจะมีการค้นพบที่นี่ มีหลักฐานเก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับบะหมี่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือที่เขียนขึ้นในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ช่วงระหว่างปี ค.ศ. 25-220
ในประเทศจีนมีบะหมี่หลากหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นบะหมี่ราเม็ง บะหมี่สตูว์ บะหมี่เตาเซียว บะหมี่เมาเอ่อ บะหมี่ผัด บะหมี่พะโล้ บะหมี่เย็น บะหมี่ซ้อสจ๋าเจี้ยง เป็นต้น
และในแต่ละท้องที่ของประเทศจีนก็ยังมีบะหมี่ที่มีรสชาติอร่อยเป็น เอกลักษณ์เฉพาะที่แตกต่างกันออกไป เช่น บะหมี่แห้งร้อนอู่ฮั่น บะหมี่เนื้อหลานโจว บะหมี่จ๋าเจี้ยงปักกิ่ง และอีกหลายๆชนิดเลยทีเดียว
อย่างไรก็ดีนี่เป็นเพียง 2 ทฤษฎีหลักๆ ในเรื่องจุดกำเนิดของก๋วยเตี๋ยวจากเส้นบะหมี่ของคนจีนเท่านั้นยังมีอีกหลายเรื่องราวที่บอกเล่าความเป็นมาที่เรียงร้อยจากเส้นบะหมี่สู่ชามก๋วยเตี๋ยวที่มีมากว่าพันปีจนมาเป็นเมนูเส้นขวัญใจคนทั่วโลกในปัจจุบัน
รู้หรือไม่! คนไทยเริ่มกินก๋วยเตี๋ยวตั้งแต่เมื่อไหร่
จากประวัติศาสตร์กว่าหลายพันปีที่ผ่านมา ก๋วยเตี๋ยวได้กลายเป็นเสมือนอาหารหลักของคนไทยคู่กับข้าวไปโดยปริยาย แม้จะมีต้นกำเนิดมาจากจีน แต่ด้วยความยาวนานที่อาหารเส้นชนิดนี้ที่อยู่คู่กับเรามาจึงทำให้คนไทยกล้าที่จะเอ่ยคำนี้อย่างไม่มีข้อกังขา
ที่ว่ายาวนาน แล้วก๋วยเตี๋ยวเข้ามาไทยตอนไหน?
เชื่อกันว่า ชาวสยามรู้จักการทานก๋วยเตี๋ยวในสมัยอยุธยา โดยมีข้อสันนิษฐานเด่นๆ อยู่ 2 ข้อ คือ
0 1 สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ซึ่งไม่เป็นการแปลกอะไรกับการที่ข้อสันนิษฐานนี้จะเป็นอันดับแรกๆที่คนไทยจะนึกถึงเมื่อพูดถึงก๋วยเตี๋ยวคนจีนเพราะในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้นเป็นสมัยที่อยุธยาค้าขายกับชาวต่างชาติอย่างเจริญรุ่งเรืองและหนึ่งในหลายๆประเทศไทยชาวอยุธยาทำการค้าด้วยก็คือประเทศจีนนั่นเอง โดยหมายรวมถึงการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานของคนจีนในอยุธยา
จึงไม่น่าแปลกใจที่วัฒนธรรมการกินต่างๆตั้งแต่เนื้อสัตว์ที่นอกเหนือจากปลาไปจนถึงอาหารเส้นจึงอาจเข้ามาหาเราได้ในสมัยอีกทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นยุครุ่งเรืองของอาหาร เริ่มมีการดัดแปลงอาหารต่างชาติ ให้เข้าลิ้นคนไทยจากยุคนี้ เช่นขนมทองหยิบ ทองหยอด จากโปรตุเกส หรือพวกแกงกะทิ ที่ได้รับอิทธิพลจากเปอร์เซียหรือจากที่เราเห็นได้จากละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส นั่นเอง
รวมไปถึงยังมีหลักฐานจากบันทึกของ‘ลาลูแบร์’ ที่ระบุไว้ว่าอาหารจีนเป็นอาหารที่ใช้สำหรับรับแขกบ้านแขกเมืองแต่ก็ไม่ได้เจาะจงชื่อของอาหาร โดยกล่าวไว้ว่า
“กับข้าวมากกว่า 30 ชนิด ที่ปรุงตามตำรับจีน ซึ่งเขานำมาตั้งเลี้ยงพวกเราที่กรุงสยาม (กรุงศรีอยุธยา) นั้น ข้าพเจ้าไม่อาจที่จะบริโภคได้สักอย่างเดียว”
เรื่องของก๋วยเตี๋ยวจึงเป็นเพียงคำบอกเล่าว่ามาจากพ่อค้าคนจีนและชาวสยามน่าจะรู้จักเส้นบะหมี่จีนตั้งแต่นั้นมา โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นก๋วยเตี๋ยวอย่างชัดเจน
0 2 เข้ามาหลังจากช่วงปลายอยุธยา
ซึ่งเป็นช่วงที่เราตัดสัมพันธ์กับชาติตะวันตกแล้ว โดยอิทธิพลของอาหารจีนเริ่มมีมากขึ้นนั่นเอง
ประกอบกับความชัดเจนในบันทึกต่างๆ เกี่ยวกับเส้นบะหมี่ อาทิ “คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม” ว่าด้วยการค้าขายนอกกรุง สมัยอยุธยาตอนปลายที่ระบุว่า
“บ้านในคลองสวนพลู พวกจีนตั้งเตาต้มสุราเลี้ยงสุกรขาย แลทำเส้นหมี่แห้งขาย”
ซึ่งนั่นก็เป็นอีกข้อหลักฐานหนึ่ง ที่ชี้ให้เห็นว่าคนไทยนั้นรู้จักและคุ้นเคยกับอาหารประเภทนี้มาอย่างนานๆพอๆกับชาวจีนผู้ให้กำเนิดเลยก็ว่าได้
ถึงแม้สุดท้ายแล้ว จะไม่ได้มีบทสรุปอย่างชัดเจนว่าก๋วยเตี๋ยวเข้ามาในไทยตั้งแต่สมัยใด แต่เชื่อได้เลยว่า “ก๋วยเตี๋ยว” นั้นเป็นอีกเมนูหนึ่งที่คนไทยผูกพันธ์และเรียกได้อย่างเต็มปากว่าเป็นอาหารหลักอย่างไม่อาย
รู้หรือไม่! ก๋วยเตี๋ยวเคยเป็นเมนูกู้เศรษฐกิจไทยมาก่อน
ไม่น่าเชื่อว่า “ก๋วยเตี๋ยว” เมนูเส้นพร้อมผักและเนื้อสัตว์ในชามเล็กๆนี้ จะเคยเป็นเมนูที่ท่านผู้นำของไทยเคยตั้งให้เป็นเมนูกู้เศรษฐกิจมาก่อน
เรื่องราวเริ่มขึ้นหลังจากที่คนไทยเรานั้นได้รู้จักกับอาหารชนิดนี้จากคนจีน และได้ทานสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนเริ่มรู้จักค้าขายก๋วยเตี๋ยวกันเองในประเทศ พร้อมสูตรใหม่ของคนไทยที่ถูกปากคนไทยด้วยกัน
โดยการค้าขาย "ก๋วยเตี๋ยว" ในประเทศไทย คาดว่าน่าจะเริ่ม ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะเป็นช่วงที่ประเทศไทยเริ่มมีความนิยมการทำมาค้าขาย หาบเร่ แผงลอยต่างๆ
ซึ่งในปีพ.ศ.2458 หรือในสมัยรัชการที่ 6 นั้นเป็นปีที่ชาวสยามเห็น "โรงก๋วยเตี๋ยว" เป็นครั้งแรก โดยในสมัยนั้นอาชีพทำเส้นก๋วยเตี๋ยว และขายก๋วยเตี๋ยวเป็นอาชีพของคนจีนโดยเฉพาะ โดยจะหาบขายทั่วไป ราคาในสมัยนั้นชามเล็ก 3 สตางค์ ชามใหญ่ 5 สตางค์เท่านั้น
เพราะคนไทยสมัยก่อน ไม่มีวัฒนธรรมการกินข้าวนอกบ้านและการซื้อขายทำการค้าต่างๆ ยังไม่เป็นที่รู้จักนัก ดังนั้น "ก๋วยเตี๋ยว" จึงถือเป็นของกินที่แปลกประหลาดมากในยุคนั้น และวิธีการกินอาหารโดยใช้ตะเกียบในประเทศไทย ก็เริ่มขึ้นมาพร้อมๆกับ "ก๋วยเตี๋ยว" นี่เอง
“ก๋วยเตี๋ยวสามัคคีชัย” จุดเริ่มต้นของการเมนูกู้เศรษฐกิจจากนโยบายของจอมพล ป. พิบูลสงคราม
จากจุดเริ่มต้นตอนน้ำท่วมกรุงเทพฯ พ.ศ.2485 ข้าราชการไม่สามารถออกไปกินข้าวกลางวันข้างนอกได้ จนต้องให้ก๋วยเตี๋ยวเรือพายเข้าไปขายในทำเนียบ
พอท่านผู้นำได้กิน ก็รู้สึกว่าอร่อย มีประโยชน์ และน่าจะช่วยให้เศรษฐกิจในประเทศเกิดการหมุนเวียน ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำจากภาวะสงครามขณะนั้นนั่นเอง
โดยที่ประเทศไทยก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงภาวะนี้ได้ เพราะมีกรณีพิพาทกับฝรั่งเศส กรณีเขตแดนกัมพูชาด้วย.ซึ่งในสมัยนั้น อยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ข้าวยากหมากแพงเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลพยายามหาวิธีให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในประเทศ กระตุ้นให้ประชาชนจับจ่ายในขอบเขตที่เป็นไปได้ ซึ่งเมนูเส้นเมนูนี้ถือว่าตอบโจทย์ที่สุด
จอมพล ป. ให้เหตุผลว่า "ก๋วยเตี๋ยว" เป็นอาหารที่ดีมีประโยชน์กับร่างกาย ทุกอย่างที่เป็นส่วนประกอบของ"ก๋วยเตี๋ยว" ก็มีอยู่ในประเทศไทยทั้งสิ้น .เพราะในหนึ่งชาม มีทั้งผัก เนื้อสัตว์ เครื่องปรุงรส ที่รัฐบาลสนับสนุนให้ผลิตกันในประเทศอยู่แล้ว ราคาก็ไม่แพง หากทุกคนหันมากินก๋วยเตี๋ยว เงินจะหมุนเวียนไปยังชาวไร่ ชาวนา ชาวทะเล และร้านขายของชำ อีกทั้งยังเป็นการสร้างอาชีพ ‘ค้าขาย’ ให้คนไทยอีกด้วย
ทั้งนี้ยังได้ชักชวนให้กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ทำ "ก๋วยเตี๋ยว" ขายให้แก่ข้าราชการ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมทั้งแนะนำให้เพาะถั่วงอก ทำเส้น "ก๋วยเตี๋ยว" และเครื่องประกอบอื่นๆ ของ "ก๋วยเตี๋ยว" ด้วยเช่นเดียวกัน
ถึงแม้สุดท้ายแล้ว จะไม่ได้มีบทสรุปอย่างชัดเจนว่าก๋วยเตี๋ยวช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยในยุคนั้นได้มากน้อยแค่ไหน แต่อย่างไรก็ตาม จุดเริ่มต้นอย่างจริงจังในวันนั้น ก็ทำให้เรามีร้านก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆ มากมายในปัจจุบัน
คุณคิดว่า “ก๋วยเตี๋ยวที่แพงที่สุดในโลก” ราคาเท่าไหร่
รู้หรือไม่! ก๋วยเตี๋ยวชามที่แพงที่สุดในโลกคือ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ที่ราคาชามละ 10,230 บาทเลยทีเดียว
โดยก๋วยเตี๋ยวชามนี้มีชื่อว่า “The Presidential Beef Noodle Soup” เป็นเมนูจากร้านขายก๋วยเตี๋ยวที่ไต้หวันชื่อว่าร้าน Niu Ba Ba.ในประเทศที่สามารถหาก๋วยเตี๋ยวอร่อย ราคาไม่แพงอย่าง ไต้หวัน นั้น การจะไปนั่งกิน ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ชามละเป็นหมื่นดูจะเป็นเรื่องไม่เข้าท่าเท่าไหร่ แต่กับร้าน Niu Ba Ba ที่กรุงไทเปแล้ว ดูท่าจะมีนักชิมจากทั่วสารทิศยอมจ่ายเพื่อให้ได้ลิ้มรสมันอยู่
ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ Niu Ba Ba นั้นเป็นร้านเก่าแก่เปิดมาตั้งแต่ปี 1990 แล้ว หรือประมาณ 31 ปีแล้ว ตอนนี้มาสู่มือของรุ่นที่ 2 ซึ่งทางร้านจะมีเมนูก๋วยเตี๋ยวเพียง 8 เมนูเท่านั้น
โดยมีเมนูที่เป็นต้นตำรับของทางร้านคือก๋วยเตี๋ยวซุปเนื้อคลาสสิคเป็นสูตรของคุณพ่อ classic Beef Father Beef Noodle Soup ในราคา 500 กว่าบาท ไปจนถึงชามที่แพงที่สุดคือ “The PresidentialBeef Noodle Soup” นั่นเอง
สิ่งที่ทำให้ก๋วยเตี๋ยวเนื้อของร้านมีราคาแพง ก็เพราะเขามีวิธีทำน้ำซุปที่ต่างจากร้านอื่น ใช้เนื้อที่ต่างกันถึง 4 ชนิด เกรดพรีเมียมจากอเมริกา และออสเตรเลีย คัดเอาเฉพาะเนื้อลายหินอ่อนเท่านั้น นำมาเคี่ยว 3 วัน ก่อนนำมาตัดเป็นชิ้นรูปทรงตามต้องการ
อีกทั้งที่นั่งในร้านจะมีเพียง 18 ถึง 20 ที่นั่งเท่านั้น เพื่อรักษามาตรฐานทั้งด้านการบริการ และรสชาติให้คงที่ ใครอยากไปต้องจองที่นั่งล่วงหน้าก่อน 2 วันกันเลยทีเดียว จึงจะได้ลิ้มรสก๋วยเตี๋ยวเนื้ออันเลื่องลือร้านนี้
นับว่าเป็นอีกร้านที่ผู้ที่ชื่นชอบเมนูเส้นและก๋วยเตี๋ยวเนื้อหลายๆคนยอมที่จะเดินทางไปกิน เพราะหากจะมองกันตามจริงแล้วแม้ก๋วยเตี๋ยวเนื้อจะมีอยู่ทั่วไป แต่สิ่งที่เราจะได้จากแต่ละร้านคือความสร้างสรรค์และเอกลักษณ์ที่แสดงออกมาทางอาหารของพวกเขานั่นเอง




